'วันนี้ผมไปนั่งรถเล่นรอบเมืองมาครับ'

เรื่องมันเริ่มต้นตรงที่ว่า
เมื่อคืนนี้มีโทรศัพท์จากเพื่อนเก่า เชิญชวนให้ไปเดินซื้อหนังสือที่ศูนย์ประชุมศิริกิตต์ด้วยกัน
ตื่นเช้ามาก็ไปเลยครับ 10 โมง ไม่ทราบจะรีบไปช่วยเค้าเปิดซุ้มรึยังไง
แต่ช่วยไม่ได้ ถึงยังไงศูนย์ประชุมก็ตั้งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

หลังจากได้หนังสือติดมือกลับมาทุกคนแล้ว เราก็ตกลงไปเที่ยวกันต่อที่เซ็นทรัลพระรามสอง
ไอ้ตอนไปก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก เพราะกำลังดีใจจากที่ไม่ได้เจอหน้าเพื่อนมานาน
สวรรค์หรรษาเบ่งบานอยู่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
ก่อนที่มันจะแตกโพล๊ะเอาก็ตอนที่ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านนั่นแหละ

'แล้วกูจะกลับยังไงเนี่ย ??'
คือประโยคแรกที่ลอยเข้ามาในหัวตอนที่ยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์

'แล้วนี่กูกำลังนั่งไปไหน ??'
คือประโยคถัดมาหลังจากสองขาผมกระโจนขึ้นมาบนรถสาย 17

ถ้าสายตาอันใกล้เสื่อมสมรรถภาพของผมไม่ฝาดไปเอง
ผมว่าผมเห็นชื่อป้ายอนุสาวรีย์ชัยฯแปะอยู่ข้างตัวรถนะ

คนขับพารถวิ่งด้วยความเร่งรีบ พอๆกับใจของผมที่เต้นอย่างเร่งรัว
ทิวทัศน์สองข้างทางลอยผ่านหน้าไปโดยจับรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย
ผมจึงตัดสินใจหยิบแว่นขึ้นมาสวม

'บางปะกอก'
นี่กูมาถึงไหนแล้วเนี่ย !!?

ผมยังเก็บอาการวิตกได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่
พยายามวาดภาพแผนที่กรุงเทพฯในหัวทันที
ภาพสถานที่อันคุ้นเคยค่อยๆลอยออกมาช้าๆ อา

...

นี่มันกรุงธนฯไม่ใช่กรุงเทพฯนี่หว่า !!

รถขับพาผมข้ามสะพานกรุงเทพเพื่อกลับไปยังที่ๆผมคุ้นเคยจริงๆเสียที
บริเวณตีนสะพานเต็มไปด้วยร้านอาหารเจมากมาย ต่างเปิดไฟเหลืองส่องสว่างสู้กับค่ำคืนที่ดำมืดนี้
ข้างๆบรรดาร้านอาหาร ถูกฉาบด้วยแสงสีฉูดฉาดของงานวัดเฉพาะกิจ
ชิงช้าสวรรค์ขนาดย่อมเยา รถบั๊มพ์ยอดนิยม กับซุ้มยิงปืนที่ดึงดูดเด็กๆได้ฝูงใหญ่

ชั่วอึดใจ ผมก็กลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงที่เคยผ่านไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
พื้นลาดยางสะท้อนแสงไฟสีเหลืองส้มยังคงสวยเหมือนเดิม
แม้บรรยากาศรอบๆจะดูโหรงเหรงไปหน่อยเพราะเป็นวันหยุด แต่ผมก็ยังรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ขอยืนยันอีกที ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดเมืองหนึ่ง(ในยามค่ำคืนนะ)

ขณะที่มัวแต่ดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่นั้น สองข้างทางก็ปรากฏภาพอาคารคริสเตียนขนาดใหญ่ขึ้นมา
แสงไฟที่ประดับประดาบน 'โบสถ์เซนต์หลุยส์' ตอนกลางคืนนี่สวยอย่าบอกใครเลยนะครับ
โบสถ์ว่าสวยแล้วนะครับ แต่โรงพยาบาลนี่คนละเรื่องกันเลย ขนาดมหึมาของมันทำให้ผมนึกถึงปราสาทดีสนีย์ก็ไม่ปาน
การได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมชั้นดีแบบนี้ นั่นแสดงว่าผมกำลังเข้าพื้นที่เขตสาทรแล้วนั่นเอง

ใกล้แล้วครับ เป้าหมายเราอยู่ไม่ไกลแล้ว

'สวนลุมพินี' คือป้ายต่อไปของเรา
สวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางเมือง อาจจะดูหมองลงไปบ้างหากเทียบกับสถานบันเทิงใกล้ๆอย่างสวนลุมไนท์บาซาร์
แต่ถึงกระนั้นหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป คนที่นี่ก็คงรู้สึกเหมือนกินข้าวไข่เจียวที่ไม่มีหมูสับนั่นแหละ

ตึกระฟ้า กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แปะป้ายชื่อภาษาอังกฤษเต็มไปหมด
'Central World', 'Platinum', 'Siam Paragon'
ความหรูหราคงจะเป็นอาหารจานโปรดของคนในยุคสมัยนี้ไปแล้ว
เพราะตลอดการเดินทางยามค่ำคืน ยังไม่มีสถานที่ไหนเลยที่ผู้คนจะมารวมตัวกันได้มากขนาดนี้

แล่นผ่านแสงสีแห่งยุคสมัยไปแล้ว เป้าหมายที่เรายังไม่มั่นใจในตอนแรกก็โผล่ออกมา
'อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ' ใจกลางกรุงเทพมหานครคือจุดจบของการเดินทางครั้งนี้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ร่วมทางมาด้วยกับผมตลอด ก็คือแสงไฟนีออนต่างๆ
ทั้งไฟสีเหลืองส้มตามรายทาง ไฟสีสันสดใสของงานวัด ไฟจากอาคารอย่างโบสถ์และห้าง
พวกมันคงคิดว่าผมกลัวความมืดกระนั้น จึงพากันมาส่งไม่ขาด

แม้จะยังไม่ถึงบ้านเสียทีเดียว แต่เส้นทางเดิมๆนั้น ความประทับใจย่อมเทียบกันไม่ได้
ผมจึงเลือกที่จะจบการเดินทางของเราไว้เท่านี้ดีกว่า ก่อนที่คุณจะขี้เกียจอ่านเสียก่อน

ผมเริ่มต้นอย่างมีจุดหมาย และลงท้ายด้วยการหลงทาง
โชคดีที่อย่างน้อย ผมยังมีความโรแมนติกยามค่ำคืนนั่งเป็นเพื่อนไปด้วยกัน