คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
posted on 13 Jul 2009 00:57 by eat-tofu in Main-Columnผู้ใหญ่บ้านเรามักมีคำสอนไว้สำหรับในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการกิน การเดินทาง กระทั่งการคบหากันก็ตาม ไม่รู้ว่าด้วยสังคมนี้มันโหดร้าย หรือเพราะผู้ใหญ่ท่านวิตกจริตกันเกินไปเอง แต่ประเทศไทยเราก็จัดเป็นประเทศที่มีคติประจำใจมากที่สุดในโลกเป็นอันดับต้นๆ
หากเอ่ยถึงคำสอนยอดนิยมที่ถือเป็นคำสอนสามัญประจำบ้านแล้วล่ะก็ หนึ่งในนั้นย่อมต้องมีคำสอนที่ว่า “อย่าคุยกับคนแปลกหน้า” เป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมทุกวันนี้ที่กำลังระบาดไปด้วย ”โรคคนแปลกหน้า” แล้ว เราก็แทบจะกลายเป็นใบ้กันไปเลย
หากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นการป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นจากคนแปลกหน้าที่นิสัยไม่ดีได้ในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ภาพของความห่างเหินที่กำลังขยายตัวนั้น ก็ถูกสะท้อนออกมา ผ่านสายตาของคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างผม
ที่สาธารณะทุกวันนี้แออัดไปด้วย “จุดหลบสายตา” ทั้งสองข้างทาง เราไม่อาจสบสายตากับคนแปลกหน้าโดยตรงได้อีกต่อไป ไม่ต้องพูดถึงการยิ้มให้หรือทักทายกันด้วยซ้ำ จะเพดานเอย พื้นคอนกรีตเอย หรือจะขอบฟุตบาทก็เอาวะ จ้องมันเอาไว้อย่างนั้นแหละ ดีกว่าเผลอไปจ้องตาใครเข้า ท่องเอาไว้ในใจว่า “ไม่รู้จัก” และ “ไม่ใช่ธุระของเรา”
เมื่อเช้านี้ ผมลองทดสอบสันนิษฐานของตัวเองดูว่าจะเป็นจริงสักแค่ไหน ด้วยการแอบสังเกตพฤติกรรมของผู้คนในป้ายรถเมล์หน้าปากซอยดู เชื่อไหมครับ ทุกคนต่างหลบเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวกันหมด นักศึกษาสาวที่นั่งข้างๆผม นั่งจ้องตู้โทรศัพท์ข้างหน้าราวกับว่ากำลังมองซุปเปอร์แมนเปลี่ยนชุดอยู่ในนั้นก็ไม่ปาน ขณะที่คุณปู่คนที่นั่งริมสุด กำลังเพลิดเพลินกับการแทะปลาหมึกบดอย่างไม่สนใจโลก ส่วนคนอื่นๆ บ้างชะเง้อมองรถเมล์ บ้างอุดหูฟังไอพ็อด แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆเกิดขึ้นระหว่างกัน จวบจนกระทั่งรถเมล์สายที่ผมรอมาถึง
ภาพความเป็นมิตรที่เรามีให้กันอย่างสมัยก่อน ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของหลายๆคน ในเมื่อแม้แต่คนแก่คนเฒ่ายังพลอยหลงลืมไปด้วย แล้วเด็กรุ่นใหม่อย่างผมจะไปซึมซับเอาความเอื้ออารีเหล่านั้นมาจากที่ไหนกันครับ
สังคมทุนนิยมผลักดันโลกให้เจริญก้าวหน้ามาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังกลับไปมองรากเหง้าของตัวเอง ความสามารถในการใช้งานเครื่องจักรของเราพัฒนาถึงขีดสุด แต่เรากลับทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ
ยิ่งเราสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำลายโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่มากขึ้นเท่านั้น ผมคิดว่าบางครั้ง คนเราก็อาจจำเป็นต้องยอมลองเสี่ยงดูบ้าง เพราะในเมื่อชีวิตไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ สิ่งที่ผ่านเข้ามาย่อมมีทั้งที่ดีและไม่ดีสลับกันไป
ผมว่าการมีชีวิตที่ปลอดภัยแต่โดดเดี่ยวนั้น คงไม่ได้ดีไปกว่า การเสี่ยงอันตรายเป็นครั้งคราวท่ามกลางมิตรสหายนักหรอก คุณว่ามั้ย ?

แต่บางทีกับคนแปกหน้า ผมก็ไม่รู้จะพูดจาอะไรกันด้วย
แต่ถ้าต้องเจอกันทุกวัน หรือบ่อย ๆ ตอนรอรถเมล์ก็ว่าไปอย่าง
...เอ่อ เชียงใหม่ไม่มีรถเมล์ มานานแล้วอ่ะ
ตอนนี้มีมินิบัส ซึ่ง.... ก็ไม่ค่อยนิยมขึ้น
(ออกทะเล )
#1 By ChimERaTeDdY on 2009-07-13 05:49